 |
| โรคขาดอาหารในเด็ก
(Malnutrition) |
โรคขาดอาหารในเด็ก
หมายถึง ภาวะขาดโปรตีน (สารเสริมสร้างร่างกายให้เติบโตและแข็งแรง) และแคลอรี
(สารสร้างพลังงานแก่ร่างกาย) จึงเรียกชื่อว่า โรคขาดโปรตีนและพลังงาน
(Protein energy malnutrition ย่อว่า PEM)
โรคนี้พบบ่อยในทารกและเด็กวัยก่อนเรียน (อายุต่ำกว่า
6 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีความต้องการอาหารมากกว่าวัยอื่น
ๆ เด็กที่ขาดอาหารมักเป็นเด็กที่พ่อแม่ยากจน ด้อยการศึกษา และมีสิ่งแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
ทำให้เด็กได้รับอาหารไม่เพียงพอ หรือไม่ถูกต้อง เช่น เด็กกินนมข้นหวานหรือน้ำข้าว
เด็กได้อาหารเสริมช้าไปหรือไม่พอ และเด็กมักจะเจ็บป่วยบ่อย เช่น ท้องเดิน
ไข้หวัด ปอดอักเสบ หัด ไอกรน ฯลฯ ซึ่งจะมีผลทำให้เด็กขาดอาหารมากขึ้น
และยิ่งขาดอาหารก็ยิ่งเจ็บป่วยบ่อยเป็นวัฏจักรไปเรื่อย ๆ
อาการ
โรคนี้สามารถแสดงอาหารได้หลายแบบ ขึ้นกับความรุนแรงและสาเหตุของโรค
เช่น
ถ้าเด็กขาดอาหารไม่มาก ก็อาจมีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ปกติเมื่อเทียบตามอายุ
โดยเด็กยังดูแข็งแรงดี ไม่มีอาการผิดปกติอื่นใด
ถ้าเด็กขาดแคลอรีอย่างมาก จะมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ
มีลักษณะผอมแห้ง หนังหุ้มกระดูก ผิวหนังเหี่ยวย่น ตาลึก แก้มตอบ ดูล้ายกับเด็กที่มีภาวะขาดน้ำ
(ดูโรคที่ 32) แต่ไม่มีอาการบวม มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี โรคขาดอาหารแบบนี้มีชื่อเรียกว่า
มาราสมัส (Marasmus)
ถ้าเด็กขาดโปรตีนอย่างมาก ก็จะมีอาการบวมที่มือและเท้า
บางครั้งอาจบวมที่หน้าและบวมทั้งตัว น้ำหนักน้อยกว่าปกติ เด็กดูท่าทางเซื่องซึม
ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เบื่ออาหาร ผมบางเปราะแห้ง และมีสีจาง ผิวหนังมีผื่นสีดำ
กระด่าง และหลุดลอกเป็นแผลที่บริเวณก้น ขาหนีบ และต้นขา เด็กมักมีอาการซีด
ลิ้นมันเลี่ยน ตับโต และอาจมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวและเป็นฟอง โรคขาดอาหารแบบนี้มีชื่อเรียกว่า
ควาชิวากอร์ (Kwashiorkor) ซึ่งถือเป็นภาวะที่รุนแรง อาจตายด้วยโรคแทรกซ้อน
เช่นท้องเดิน ปอดอักเสบ มักพบในเด็กอายุ 1-5 ขวบ
อาการแทรกซ้อน
ที่สำคัญคือ เด็กจะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย
เช่น ไข้หวัด ท้องเดิน ปอดอักเสบ หัด ฯลฯ และเมื่อเป็นแล้วก็มักจะมีอาการรุนแรง
อาจถึงตายได้ง่าย ๆ
นอกจากนี้โรคขาดอาหารยังมีผลทำให้สมองเจริญเติบโตไม่ดี
เด็กอาจมีสติปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติ
การรักษา
1. ถ้ามีอาการบวม เบื่ออาหาร และท่าทางเซื่องซคม
ควรส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล อาจต้องป้อนอาหารเด็กทางสายยาง รักษาโรคติดเชื้อ
และแก้ไขภาวะอื่น ๆ ที่พบร่วม
2. ถ้าสงสัยมีโรคติดเชื้อรุนแรง ควรส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลเช่นเดียวกัน
3. ถ้าไม่มีอาการดังข้อ 1 และ 2 ให้ดูแลรักษาดังนี้
3.1 แนะนำการให้อาหารและการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง
เช่น การให้นม การให้อาหารเสริมต่าง ๆ
3.2 ถ้ามีโรคติดเชื้อร่วมด้วย
เช่น ไข้หวัด (1), ท้องเสีย (32), แผลพุพอง (192), ต่อมทอนซิลอักเสบ
(8) ก็ให้ยารักษาตามแต่โรคที่พบร่วม
3.3 ให้วิตามินรวม (ย24.10)
ยาบำรุงโลหิต (ย24.11)
ข้อแนะนำ
การป้องกันโรคขาดอาหารในเด็ก อาจกระทำได้ดังนี้
1. แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และอย่าให้ทารกหย่านมเร็วเกินไป
โดยเฉพาะในครอบครัวที่ยากจนและมีลูกมาก
2. แนะนำการให้อาหารเสริมแก่ทารกให้ได้พอเพียงและถูกต้อง
3. แนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคแก่เด็กเล็ก
4. หมั่นชั่งน้ำหนักเด็ก ถ้าพบว่าน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ
ควรแนะนำการเลี้ยงดูและการให้อาการเสริมถ้าไม่ได้ผล ควรแนะนำไปพบแพทย์
5. แนะนำพ่อแม่เด็กว่า เวลาเด็กเจ็บป่วย เช่นมีบาดแผลอักเสบ
คางทูม ออกหัด อีสุกอีใส ฯลฯ ไม่ต้องอดของแสลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารประเภทโปรตีน
(เช่น เนื้อ นม ไข่) ควรกินให้มาก ๆ เพื่อบำรุงร่างกายเด็ก
เฝ้าระวังโรคขาดอาหาร
ด้วยการชั่งน้ำหนักเด็กเป็นประจำ
admin cheatsjedi academy
|