 |
| โรคเหน็บชา/
โรคขาดวิตามินบีหนึ่ง (Beri-beri) |
โรคเหน็บชา
ยังพบได้บ่อยในท้องที่ชนบทบางแห่ง (เช่น ทางภาคอีสาน ภาคเหนือ) เนื่องมาจากการกินข้าวโรงสี
(ข้าวที่ขัดสีแล้ว) และกิจเนื้อสัตว์น้อยทำให้ร่างกายได้รับวิตามินบีหนึ่ง
(หรือที่เรียกว่า ไทอามีน) ไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากการกินอาหารที่มีสารทำลายวิตามินบีหนึ่ง
เช่น ชา เมี่ยง หมากพลู สีเสียด ปลาร้า เป็นต้น
โรคนี้ยังอาจเกิดจากภาวะที่ร่างกายมีการเผาผลาญอาหารเพิ่มขึ้น
จึงมีความต้องการวิตามินบีหนึ่งสูงขึ้นด้วย เช่น หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่ให้นมลูก
เด็กในวัยเจริญเติบโต คนที่ทำงานหนัก (เช่น กรรมกร ชาวนา) ผู้ป่วยที่มีไข้สูง
หรือเป็นโรคติดเชื้อหรือคอพอกเป็นพิษ (1212) เป็นต้น
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับเรื้อรัง (เช่นตับแข็ง) ก็อาจเป็นโรคนี้ได้
เพราะตับไม่สามารถนำวิตามินบีหนึ่งไปใช้ประโยชน์ได้
นอกจากนี้คนที่ติดสุราเรื้อรังก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่าย
เนื่องจากกินวิตามินบีหนึ่งไม่เพียงพอ ร่วมกับการดูดซึมของลำไส้ไม่ดี
และตับทำงานได้ไม่ดี (ตับแข็ง)
โรคนี้จึงมักพบในหญิงตั้งครรภ์, หญิงแม่ลูกอ่อน,
ทารกที่มีแม่เป็นโรคเหน็บชาและกินนมแม่เพียงอย่างเดียว, คนวัยฉกรรจ์ที่ทำงานหนัก
ร่างกายบึกบึน (เช่น กรรมกร ชาวนา) ที่กินอาหารพวกแป้งและน้ำตาลมาก
แต่กินอาหารที่มีวิตามินบีหนึ่งน้อย, คนที่นิยมกินอาหารที่มีสารทำลายวิตามินบีหนึ่ง,
คนที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง เป็นต้น
อาการ
ในทารก มักจะมีอาการระหว่างอายุ 2-6 เดือน (พบในทารกที่กินนมแม่
และแม่กินอาหารที่ขาดวิตามินบีหนึ่ง หรืออดของแสลงหรือแม่เป็นโรคเหน็บชา)
เด็กจะมีอาการร้องเสียงแหบหรือไม่มีเสียง ซึม หอบ เหนื่อย ตัวเขียว ขาบวม
บางคนอาจมีอาการตากระตุก (nystagmus) หนังตาตก ชัก
หรือหมดสติ
การตรวจร่างกายมักจะพบรีเฟลกซ์ของข้อ (tendon reflex)
น้อยกว่าปกติ หรือไม่มี และจะพบภาวะหัวใจวาย เช่น ตับโต ชีพจรเร็ว (มากกว่า
130 ครั้งต่อนาที) บวม เป็นต้น
ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอาจตายได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ในเด็กโตและผู้ใหญ่ ในระยะเริ่มแรกหรืออาการขนาดอ่อน
ๆ ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อง่าย เบื่ออาหาร ท้องผูก ท้องอืดเฟ้อ
ความจำเสื่อม รู้สึกชา แต่ตรวจร่างกายไม่พบสิ่งผิดปกติ
ถ้าเป็นมากขึ้น จะรู้สึกชาตามมือและเท้า อาจมีอาการปวดแสบและเสียวเหมือนถูกมดกัน
โดยมากจะเป็นพร้อมกันทั้งสองข้าง ผู้ป่วยจะเป็นตะคริว ปวดเจ็บที่กล้ามเนื้อน่อง
แขนขาไม่มีแรง (ทดสอบโดยให้ผู้ป่วยนั่งยอง ๆ ผู้ป่วยจะลุกขึ้นไม่ได้)
ถ้าเป็นมาก ๆ อาจมีอาการเป็นอัมพาต รีเฟลกซ์ของข้อในระยะแรกอาจไวกว่าปกติ
แต่ในระยะหลังจะช้ากว่าปกติหรือไม่มี
ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีภาวะหัวใจวายร่วมด้วย เช่น
เท้าบวม หอบเหนื่อย นอนรายไม่ได้ ชีพจรเต้นเร็ว ตับโต ปอดมีเสียงกรอบแกรบ
(crepitation) เป็นต้น
ในรายที่เกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรัง ผู้ป่วยจะมีอาการตาเหล่ตาเข
(เนื่องจากกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวลูกตาเป็นอัมพาต) เดินเซ (ataxia) มีความผิดปกติทางจิต
อาจหมดสติ ถึงตายได้
การรักษา
1. ให้วิตามินบีหนึ่ง 10-20 มิลลิกรัม โดยการกินหรือฉีดวันละ
2-3 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ (ถ้าเกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรังควรใช้ชนิดฉีดในขนาด
100 มิลลิกรัม วันละครั้ง นาน 5-7 วัน) ต่อไปให้กินขนาด 10 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลาอีกหลายสัปดาห์
2. ในรายที่สงสัยมีภาวะหัวใจวาย ให้ฉีดวิตามินบีหนึ่งขนาด
25-50 มิลลิกรัม และให้ยาขับปัสสาวะ เช่น ลาซิกซ์ (ย21.1) 1/2-1 หลอด
แล้วส่งโรงพยาบาลด่วน อาจต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ
แล้วให้วิตามินบีหนึ่ง และให้การรักษาแบบภาวะหัวใจวาย (98)
ข้อแนะนำ
1. โรคนี้อาจพบในชายฉกรรจ์ที่ร่างกายบึกบึนซึ่งกินข้าวได้มาก
ๆ แตกินอาหารที่มีวิตามินบีหนึ่งน้อย ดังนั้น ถ้าพบอาการที่ชวนสงสัยว่าเป็นโรคเหน็บชาในคนเหล่านั้นควรให้การรักษาด้วยวิตามินบีหนึ่งทันที
2. โรคนี้อาจป้องกันได้ โดย
2.1 กินอาหารที่มีวิตามินบีหนึ่งสูงเช่น
เนื้อสัตว์ ถั่วต่าง ๆ ไข่แดง ตับ ไต เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงตั้งครรภ์
แม่ลูกอ่อน คนที่ทำงานหนัก
2.2 ส่งเสริมให้กินข้าวซ้อมมือ
|